Select Page
Rosehip Oil for Daily skin care? (น้ำมันหอมระเหยจากผลดอกกุหลาบ/โรสฮิป)

Rosehip Oil for Daily skin care? (น้ำมันหอมระเหยจากผลดอกกุหลาบ/โรสฮิป)

Click here to read in English – Rosehip Oil for Face Care

น้ำมันโรสฮิว คือน้ำมันที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดตอนนี้ซึ่งสามารถนำน้ำมันมะพร้าวมาต่อยอดเป็นเงินได้! การสกัดจากเมล็ดดอกกุหลาบ (ผลที่อยู่บนพุ่มกุหลาบหลังจากกลีบดอกล่วงหมดแล้ว) น้ำมันโรสฮิปนี้จะเป็นน้ำมันที่น่าอัศจรรย์และดีที่สุดสำหรับผิวของคุณ

น้ำมันโรสฮิปจากเมล็ดกุหลาบนี้ (Rosa canina, Rosa rubignosa และ Rosa moschata) ส่วนใหญ่จะเติบโตในแถบประเทศชิลี น้ำมันนี้นำมาถูกใช้ตั้งแต่คนในสมัยโบราณสำหรับการรักษาปัญหาสภาพผิวต่างๆ และตอนนี้กลายเป็นที่นิยมทั่วโลกเนื่องจากประโยชน์ที่น่ามหัศจรรย์มากมายของมัน น้ำมันโรสฮิวมีส่วนผสมของวิตามินบำรุงผิวและกรดไขมันที่จำเป็น นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอีและวิตามินซีอีกด้วย แท้ที่จริงแล้วมันถือเป็นหนึ่งในพืชที่อุดมไปด้วยแหล่งของวิตามินซีที่มากที่สุด

น้ำมันโรสฮิปเป็นผลิตภัณฑ์โฉมใหม่สำหรับการดูแลและสร้างสุขภาพของผิวพรรณให้ดีขึ้น น้ำมันนี้มีคุณสมบัติที่โดนเด่นมากกว่าน้ำมันมะพร้าว ดังต่อไปนี้:

– น้ำมันโรสฮิปมีน้ำหนักเบาและไม่เหนียวเหนอะหนะ สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้รวดเร็วและไม่อุดตันรูขุมขนที่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว

– เป็นน้ำมันพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งช่วยให้ผิวดูสะอาดและกระจ่างใสมากขึ้น

– ช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจนและสร้างภูมิคุ้มกันในผิวหนัง

ประโยชน์มากมายที่คุณจะได้รับการน้ำมันโรสฮิป มีดังต่อไปนี้:

1) เพิ่มน้ำและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว: เราปฏิเสธไม่ได้ที่จะบอกว่าการบำรุงดูแลผิวเบื้องต้นคือการทำให้ผิวมีความชุ่มชื่นและอิ่มน้ำ ดังนั้นน้ำมันโรสฮิปจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการดูแลผิวของคุณ ด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบาและง่ายในการซึมลงสู่ผิวจึงทำให้ผิวของคุณดูชุ่มชื่นอยู่ได้ยาวนานตลอดทั้งวัน

2) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ: น้ำมันโรสฮิปเต็มไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซีที่เป็นสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งสามารถใช้ได้กับสภาพผิวทุกประเภท วิตามินทั้งสองชนิดนี้จะช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจนให้แก่ผิวซึ่งเป็นตัวต่อต้านริ้วรอยและสัญญาณจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น

3) ช่วยให้ผิวพรรณดูกระชับ: หลังจากที่น้ำมันนี้ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้กับเซลล์ผิวแล้ว มันยังช่วยเพิ่มความกระชับเต่งตึงให้กับผิว ด้วยการหยดเพียง 1-2 หยดแล้วเกลี่ยให้ทั่วหน้าของคุณก่อนที่จะเข้านอนเท่านั้น คุณก็จะรู้สึกได้ว่าผิวของคุณกระชับมากขึ้นในยามเช้า

4) ทำให้ผิวมีการเติบโต สุขภาพดีและสว่างสดใส: นอกจากจะช่วยสร้างคอลลาเจนแล้ว มันยังช่วยทำให้ผิวแลดูสุขภาพดีและสารจากวิตามินซียังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ใบหน้าดูสว่างใส การใช้อย่างเป็นประจำสามารถช่วยลดรอยดำต่างๆ และทำให้ผิวเรียบเนียนซึ่งทำให้ผิวดูดีและสว่างสดใส

5) ช่วยลดสิวและรอยจุดต่างๆ: ด้วยคุณสมบัติที่สามารถช่วยรักษาการอักเสบและต่อต้านอนุมูลอิสระจึงทำให้

Why Jojoba Oil? (น้ำมันโจโจ้บา)

Why Jojoba Oil? (น้ำมันโจโจ้บา)

น้ำมันโจโจ้บาถูกสกัดจากเมล็ดของต้นโจโจ้บา(อ่านออกเสียงว่า โฮ-โฮ้-บา) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Simmondsia chinensis, เป็นไม้พุ่มที่มีต้นกำเนิดดั้งเดิมจากทางตอนใต้ของแอริโซนา แคลิฟอร์เนียและทางตะวันตกเฉียงเหนือของเม็กซิโก น้ำมันโจโจ้บานี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากมันไม่ใช่แค่น้ำมันธรรมดาที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างน้ำมันทั่วไป เพราะมีส่วนประกอบของไตรกลีเซอไรด์ที่เกิดจากกลีเซอรอลและกรดไขมันสามชนิด ตัวไตรกลีเซอไรด์นี้เป็นองค์ประกอบหลักของไขมันในร่างกายมนุษย์และสัตว์อื่นๆ รวมทั้งยังเป็นไขมันที่สำคัญในพืชด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นขี้ผึ้งที่สกัดจากเมล็ดของพืชที่นำมาใช้เพื่อการรักษาบาดแผลของชาวพื้นเมืองแต่ดั้งเดิม ในไม่ช้าเมื่อความรู้นี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปมันจึงกลายเป็นส่วนประกอบยอดนิยมและถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมด้านการดูแลผิวพรรณและเส้นผมไปทั่วโลก
โครงสร้างของขี้ผึ้งในตัวน้ำมันโจโจ้บาจะมีลักษณะใกล้เคียงกับโครงสร้างน้ำมันตามธรรมชาติในผิวของพวกเราซึ่งทำให้มันสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวของคนเรา น้ำมันโจโจ้บาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย เช่น สังกะสี ทองแดง ซีลีเนียม โครเมี่ยม ไอโอดีน วิตามินอีและวิตามินบี – คอมเพล็กซ์ มันมีคุณสมบัติเป็นเนื้อน้ำมันที่บางเบาและไม่มันจึงสามารถดูดซึมลงสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วและทำให้ผิวชุ่มชื่นได้ดี
น้ำมันโจโจ้บาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งมีประโยชน์มากมาย ดังนี้ :

1) ให้ความชุ่มชื่นและการบำรุงแก่ผิวได้อย่างล้ำลึก: จากที่ได้กล่าวข้างต้นนอกจากน้ำมันโจโจ้บาจะมีน้ำหนักบางเบาและดูดซึมลงสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวได้อย่างยาวนานหลังจากที่ทาลงไป เนื่องจากมันมีความใกล้เคียงกับความมันตามธรรมชาติของผิวพรรณเรา มันจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนกำแพงกั้นและช่วยกักเก็บรักษาความชุ่มชื่นให้กับผิว

2) ช่วยลดสิว: เนื่องจากน้ำมันโจโจ้บามีลักษณะคล้ายน้ำมันตามธรรมชาติของผิวเรามาก มันจึงช่วยสร้างสมดุลของน้ำมันในผิวและลดปัญหาของรูขุมขนที่กว้างซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว อีกทั้งยังช่วยลดรอยแผลที่เกิดจากสิว

3) ช่วยลดอาการไหม้จากแสงแดด: ถึงแม้ว่าปกติเราจะใช้ครีมกันแดดในการปกป้องผิวของเราจากรังสียูวีที่รุนแรงจากแสงแดดแล้วแต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องให้ความชุ่มชื่นและบำรุงต่อสภาพผิวที่อาจจะแห้งและเกิดความเสียหายหลังจากที่โดนแสงแดดอยู่เป็นประจำ น้ำมันโจโจ้บานี้จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เพราะไม่เพียงแต่มันช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่นขึ้นมา แต่มันมีคุณสมบัติช่วยต้านการอักเสบและช่วยลดรอยแดงหลังจากที่ผิวของคุณสัมผัสกับแสงแดดจนไหม้เกรียม

4) ช่วยฟื้นฟูริมฝีปากและชั้นหนังกำพร้า: น้ำมันโจโจ้บาสามารถใช้ได้ดีกับริมฝีปากที่แตกแห้งและบำรุงได้ลึกถึงชั้นหนังกำพร้า เพราะมันไม่เพียงแต่ทำให้ริมฝีปากมีความอ่อนนุ่ม มันยังช่วยรักษาให้ความชุ่มชื่นได้ลึกถึงชั้นหนังภายใน

5) ช่วยขจัดคราบเครื่องสำอาง: น้ำมันโจโจ้บามีสมบัติและทำงานได้ดีในการเป็นเครื่องกำจัดคราบเครื่องสำอางจากการแต่งหน้า เพราะมันไม่เพียงช่วยทำความสะอาดผิวหน้าของคุณได้อย่างอ่อนโยน แต่ยังช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มและมีสุขภาพดีขึ้น

6) ช่วยต่อต้านริ้วรอย :ด้วยองค์ประกอบที่มีวิตามินอีสูงของน้ำมันโจโจ้บาจึงทำให้มันมีคุณสมบัติเป็นสารที่สามารถต่อต้านริ้วรอยได้ดี ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพและเพิ่มการสร้างเซลล์ใหม่ทำให้ผิวแลดูสุขภาพดีอ่อนเยาว์ อีกทั้งช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและอาการอื่นๆ ของสภาพผิวที่มีอายุมากขึ้น

7) ช่วยลดความหมองคล้ำ: น้ำมันโจโจ้บามีวิตามินอีที่สูงจึงช่วยลดรอยคล้ำของผิวได้ดี

8) ช่วยบำรุงเส้นผมได้ดี: ด้วยวิตามินและสารอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในน้ำมันโจโจ้บาทำให้มันเป็นครีมที่ดีสำหรับการบำรุงฟื้นฟูเส้นผม เนื่องจากเนื้อครีมมีความละเอียดจึงทำให้ไม่อุดตันรูขุมขนบนหนังศีรษะโดยช่วยรักษาระดับน้ำมันบนหนังศีรษะได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเส้นผมและถ้าใช้เป็นประจำจะช่วยบำรุงเส้นผมให้มีสุขภาพดีและส่องประกายสวยงาม

น้ำมันโจโจ้บาเป็นยาบำรุงตามธรรมชาติสำหรับผิวและเส้นผมที่ดี มันสามารถใช้แทนการทาน้ำมันมะพร้าวได้ เนื่องจากน้ำมันโจโจ้บาสามารถทำงานได้ดีกว่าน้ำมันมะพร้าว ดังนี้:

 – อายุการใช้งานยาวนาน: แท้ที่จริงแล้วน้ำมันโจโจ้บาไม่ใช่น้ำมันมันจึงมีอายุการเก็บรักษานานกว่าน้ำมันมะพร้าว

– เป็นสารทำความสะอาดผิว: จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นน้ำมันโจโจ้บามีคุณสมบัติที่ไม่ทำให้เนื้อน้ำมันอุดตันรูขุมขนจึงเป็นน้ำมันทำความสะอาดที่ดีกว่าการใช้น้ำมันมะพร้าว

– เป็นตัวบำรุงผิวที่ดี: เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งได้ภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำลงจึงสามารถทำให้แข็งตัวและอุดตันรูขุมขน แต่น้ำมันโจโจ้บามีสถานะเป็นของเหลวเสมอจึงไม่แข็งตัวบนรูขุมขนของเรา

– ช่วยลดบาดแผลจากการใช้มีดโกนหนวด: หากใช้น้ำมันโจโจ้บาก่อนการโกนหนวดจะช่วยลดการไหม้และการระคายเคืองที่เกิดจากการโกนหนวดได้

Sweet Almond Oil – Only for Hair Care? Let’s know more about Almond Oil Benefits.(น้ำมันอัลมอนด์หวาน)

Sweet Almond Oil – Only for Hair Care? Let’s know more about Almond Oil Benefits.(น้ำมันอัลมอนด์หวาน)

น้ำมันอัลมอนด์หวานนี้ได้รับความนิยมมาเป็นระยะเวลานานแล้วจากการนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมายทั้งผิวพรรณและเส้นผม
มันมีประโยชน์ที่น่ามหัศจรรย์มากมายนับไม่ถ้วน จากชื่อเรียกของมันได้บอกเป็นนัยแล้วว่าทำมันจากอัลมอนด์หวาน (ชื่อทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Prunus dulcis) อัลมอนด์มีสองประเภท ทั้งแบบที่มีรสขมและหวาน อัลมอนด์ที่มีรสขมรสเนื่องจาก ไกลโคไซด์ ที่เรียกว่า อะมิกดาลิน(วิตามินบี 17) ซึ่งได้กลายเป็นกรดไฮโดรไซระหว่างกระบวนการผลิต น้ำมันอัลมอนด์หวานถูกสกัดจากอัลมอนด์หวานซึ่งสามารถนำมารับประทานได้ เดิมทีอัลมอนด์หวานนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเมดิเตอเรเนียนและแถบเอเชีย แต่ในปัจจุบันนี้มันสามารถเจริญเติบโตขึ้นได้บนทุกพื้นที่ทั่วไปบนโลกนี้ น้ำมันอัลมอนด์หวานนี้อุดมไปด้วยกรดไขมันเชิงเดี่ยวที่ไม่อิ่มตัว วิตามินอี โพแทสเซียม โปรตีน สังกะสี วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้น้ำมันหอมระเหยนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการดูแลผิวและเส้นผม

น้ำมันอัลมอนด์มีคุณสมบัติที่น่าอัศจรรย์ในการดูแลและฟื้นฟูผิวและเส้นผมของคุณ ซึ่งมันมีประโยชน์มากกว่าการใช้น้ำมันมะพร้าว ดังต่อไปนี้:

– น้ำมันอัลมอนด์อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี วิตามินบี 1และบี 2 แมกนีเซียม แคลเซียมและไขมันที่ดีซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงผิวและเส้นผมของคุณ

– จากองค์ประกอบของวิตามินเอและวิตามินอีซึ่งถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นมากในการช่วยลดรอยคล้ำต่างๆ

 

ประโยชน์มากมายที่เราจะได้รับจากน้ำมันอัลมอนด์หวาน แต่ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของน้ำมันนี้ มีดังต่อไปนี้:

1) ช่วยบำรุงและทำให้ผิวแลดูสุขภาพดี: ด้วยองค์ประกอบที่เต็มไปด้วยวิตามินเอและวิตามินอีในน้ำมันอัลมอนด์หวานทำให้มันช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นซึ่งทำให้ผิวพรรณดูนิ่มนวลและอ่อนเยาว์เนื่องจากมันสามารถกักเก็บความชุ่มชื่นภายในผิวได้ดี

2) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ: ความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันอัลมอนด์หวานทำให้มันเป็นตัวพิสูจน์ที่แท้จริงในการกำจัดริ้วรอยต่างๆ ได้ การใช้เป็นประจำสามารถเพิ่มความชุ่มชื่นและคอลลาเจนในผิวที่ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวซึ่งป้องกันการเกิดของริ้วรอยได้อย่างดี

3) ช่วยลดรอยหมองคล้ำและความคล้ำของสีผิว: ถ้าคุณกำลังพยายามขจัดรอยดำคล้ำใต้ดวงตาของคุณขอให้คุณนึกถึงน้ำมันอัลมอนด์หวานนี้อีกทั้งมันจะช่วยในการกำจัดรอยตีนกาได้ด้วย

4) ช่วยขจัดคราบเครื่องสำอาง: ไม่มีความจำเป็นเลยในการหาซื้อครีมกำจัดคราบเครื่องสำอางที่ราคาแพงเพียงแค่น้ำมันอัลมอนด์เพียงขวดเดียวก็สามารถใช้งานได้เทียบเท่าเหมือนกันแค่ซับน้ำมันลงบนแผ่นผ้าและเช็ด เครื่องสำอางก็จะหลุดออกทั้งหมดและบำรุงให้ผิวดูชุ่มชื้นอีกด้วย

5) ช่วยรักษาสภาพผิว เช่น กลากหรือสิว: การใช้น้ำมันอัลมอนด์ถือเป็นวิธีการรักษาแบบธรรมชาติในการรักษาฟื้นฟูโรคผิวหนังที่อักเสบและโรคสะเก็ดเงินอีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการอักเสบอาการคันและผื่นแดงจากโรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง

6) ช่วยทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก: ด้วยความที่เป็นน้ำมันที่มีน้ำหนักเบาจึงสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายและขจัดสิ่งสกปรกที่สะสมในรูขุมขนอีกทั้งช่วยทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึกซึ่งถือเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับการทำความสะอาดผิวเป็นประจำ

7) ปลอดภัยและดีสำหรับลูกน้อย: น้ำมันอัลมอนด์นี้สามารถนำไปใช้ได้กับทั้งเด็กๆเนื่องจากความอ่อนโยนและไม่ทำร้ายผิวซึ่งถือเป็นน้ำมันที่เหมาะมากที่สุดสำหรับลูกๆ ของคุณ

8) ใช้ได้กับทั้งผิวและเส้นผม: น้ำมันอัลมอนด์ไม่เพียงช่วยบำรุงดูแลผิวพรรณของคุณให้สวยงามแต่ยังดีสำหรับเส้นผมด้วย มันช่วยลดปัญหาผมร่วง ปัญหารังแคและเส้นผมที่แตกปลายนอกจากนั้นยังสามารถใช้เป็นครีมบำรุงผมและลดอาการชี้ฟูของเส้นผม

WNC ARGAN OIL (น้ำมันอาร์แกน)

WNC ARGAN OIL (น้ำมันอาร์แกน)

น้ำมันอาร์แกน หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือ “ทองคำเหลว” ซึ่งเกิดจากเมล็ดของผลไม้จากต้นอาร์แกน ขั้นตอนที่สำคัญในการผลิตน้ำมันอาร์แกนคือ การสกัดจากเมล็ดของมัน โดยปกติแล้วในแต่ละผลของต้นอาร์แกนจะมีเมล็ดอยู่ 1-3 เมล็ดซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยพื้นผิวที่แข็งและเปลือกที่หนาของผลอาร์แกน ดังนั้นการที่จะได้เมล็ดของมันเราจะต้องปอกเปลือกและตากแห้งทิ้งไว้ก่อน แล้วหลังจากนั้นเปลือกของเมล็ดจะเปิดออกมาเอง หลังจากที่เปลือกมันเปิดออกมาแล้วส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในของผลจะหายไปและเราจะเห็นที่หุ้มเมล็ดของมัน เมื่อที่หุ้มเมล็ดของมันถูกเปิดออก ตัวเมล็ดที่เราต้องการก็จะถูกแยกออกมา จากนั้นเมล็ดเหล่านี้จะถูกบดด้วยหินเพื่อให้ได้น้ำมันดิบที่ไม่ผ่านการกรองใดๆ น้ำมันนี้จะถูกนำไปกลั่นกรองต่อและพักทิ้งไว้เพื่อให้เกิดการตะกอนเป็นของแข็งแล้วจึงจะนำมากรองเพื่อให้ได้น้ำมันอาร์แกนที่บริสุทธิ์

น้ำมันทองคำเหลวถือว่าเป็นสารอาหารที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์มากมายซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมันและวิตามินอีที่เป็นองค์ประกอบในการดูแลผิวพรรณและเส้นผมของเรา ด้วยความที่มันอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา วิตามินเอ วิตามินอี สารต่อต้านอนุมูลอิสระและกรดอิโนเลอิก จึงทำให้มันไม่เพียงแค่ช่วยเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวแต่ยังช่วยลดอาการจากสิว ทั้งลดรอยดำและริ้วรอยต่างๆ

ประโยชน์อื่นๆ ของน้ำมันอาร์แกนมีดังต่อไปนี้:

1) สามารถใช้ได้กับผิวทุกประเภท: เนื่องจากเนื้อผิวของน้ำมันมีน้ำหนักที่เหมาะสม ไม่ได้หนักหรือเบาจนเกินไปจึงทำให้น้ำมันอาร์แกนสามารถซึมเข้าสู่ผิวของเราได้อย่างง่ายดาย สำหรับผิวที่แห้งมันจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวและสำหรับคนผิวมันจะช่วยเพิ่มความสมดุลในการผลิตน้ำมันบนใบหน้าของเราให้ดียิ่งขึ้น

2) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ: ถึงเวลาที่จะบอกลาครีมบำรุงผิวราคาแพงแล้วหันมาใช้ครีมบำรุงผิวจากน้ำมันอาร์แกน เพราะมันไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นอย่างอ่อนโยนให้กับผิวแต่ยังช่วยเพิ่มความนุ่มและยืดหยุ่น เนื่องจากมันอุดมไปด้วยองค์ประกอบของวิตามินเอ วิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นน้ำมันอาร์แกนนี้จึงช่วยลดริ้วรอยและยืดเวลาการเกิดสัญญาณอาการต่างๆ ของอายุที่มากขึ้นบนใบหน้าของเรา

3) ช่วยลดสิว: น้ำมันอาร์แกนเป็นน้ำมันที่ไม่ใช่ไขมันจึงไม่อุดตันรูขุมขนซึ่งจะไม่นำไปสู่สาเหตุของการเกิดสิว นอกจากนี้ด้วยองค์ประกอบที่อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระและกรดอิโนเลอิกจึงช่วยลดรอยแดงและการอักเสบอีกทั้งยังลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว

4) ป้องกันและลดรอยต่างๆ: เนื่องการน้ำมันอาร์แกนอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินอีจึงช่วยรักษาและฟื้นฟูผิวและรอยต่างๆ บนผิวของคุณให้หายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและรักษารอยแผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างและหลังจากการตั้งครรภ์

5) ปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายจากแสงแดด: น้ำมันอาร์แกนอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีส่วนช่วยลดอาการจากการถูกทำร้ายจากแสงแดดโดยลดความเสียหายเนื่องจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวีที่เป็นอันตรายต่อผิว นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติในการต้านการอักเสบจึงช่วยให้ลดรอยแดงหลังถูกแดดได้

6) บำรุงริมฝีปาก เล็บ มือและเท้า: น้ำมันอาร์แกนเป็นเสมือนครีมบำรุงที่ดีมาก เพราะสามารถรักษา ฟื้นฟูปัญหาผิวที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆ บนร่างกายของคุณ การทาน้ำมันลงบนผิวมือและเท้าอย่างสม่ำเสมอในเวลากลางคืนจะช่วยบำรุงผิวให้มีความนุ่มชุ่มชื่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถบำรุงถึงชั้นหนังกำพร้าซึ่งช่วยให้หนังกำพร้ามีความอ่อนโยนและชุ่มชื่นให้กับริมฝีปากได้เป็นอย่างดี

7) บำรุงปลายเส้นผม: น้ำมันอาร์แกนไม่เพียงช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับเส้นผมของคุณได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถทำหน้าที่เป็นครีมนวดผมได้อีกด้วย เพียงใช้แค่หนึ่งหยดลงบนผมที่เปียกและลูบบนส่วนหยิกแตกปลายทั้งหมด และยังช่วยในการจัดแต่งทรงผมได้ดีเช่นกัน เพียงแค่ถู 2-3 หยดบนฝ่ามือของคุณและถูบนเส้นอย่างทั่วถึง นอกจากนั้นยังช่วยลดการถูกทำร้ายจากการจัดแต่งทรงผมอยู่เป็นประจำได้ดี

ดังนั้นเราจึงสามารถบอกได้เลยว่าน้ำมันของอาร์แกนเป็นน้ำมันที่มีความน่าอัศจรรย์มากมาย ถือเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติที่น่ามหัศจรรย์มากกว่าน้ำมันมะพร้าวในหลายๆ เหตุผล ดังต่อไปนี้:

– น้ำมันอาร์แกนมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำมันมะพร้าวซึ่งมีคุณสมบัติทำให้เซลล์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

– เนื่องจากมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มากกว่าน้ำมันมะพร้าวจึงช่วยต่อสู้และฟื้นฟูผิวที่เกิดความเสียหายจากแสงแดดด้วยการต่อต้านอนุมูลอิสระ

– เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับการต่อต้านริ้วรอยและป้องกันความเสียหายจากแสงอาทิตย์ อีกทั้งมีสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมที่ดี

WNC ARGAN OIL (น้ำมันอาร์แกน)

Argan Oil – Must have daily personal care.

Argan oil, also rightly called “liquid gold”, is derived from kernels of the fruits of Argan tree. The important part process of making argan oil is the extraction of kernels. There are generally one to three kernels in each fruit which are in a hard nut which is further in a thick peeled fruit. So, to get the kernels, the peel is first dried up in air and then peel is opened. After it’s unpeeled, the pulp inside the fruit is removed and the nut is obtained. The nut is then cracked opened by hands and kernels are extracted. These kernels are then grinded in stone to get the unfiltered, raw oil. This oil is further filtered, decanted and left to settle for some time so that all solid sediments settle down and can be filtered to obtain pure Argan Oil.

“Liquid Gold” oil is found to be super rich in beneficial nutrients including fatty acids and vitamin E which makes a great choice in skin and hair care. As it is loaded with omega fatty acids, vitamin A, vitamin E, anti-oxidants and linoleic acids, argan oil is not only a great moisturizer but also very helpful in reducing acne and its spots, anti-ageing, etc.

So, we can say that Argan oil can easily be said a miracle oil or more appropriately Liquid Gold. In many cases it can be preferred over coconut oil as well:

  1. Argan oil has more anti-oxidants than coconut oil which makes cell regeneration faster.
  2. Since, argan oil is richer in anti-oxidants as compared to coconut oil, it also helps fight damage caused due to sun by reducing free radicals.
  3. Overall, being richer in anti-oxidants than coconut oil makes argan oil a better choice for anti-ageing, controlling sun-damage and a great hair growth agent.

Let’s have a look at some of uncountable benefits:

1) Suitable for all skin types: As Argan oil is neither too light nor too heavy, it falls in the middle of it making the oil suitable for all skin types. It nourishes dry skin and also balances oil secretion in oily skin.

2) Anti-aging: It is time to say bye to all expansive chemical-based creams and say hello to Argan oil as a daily moisturizer. It not only moisturizes the skin gently but also improves the elasticity of skin as it is rich in vitamin A, vitamin E, and anti-oxidants. Therefore, it helps in reducing the fine lines and also delays the appearance of other signs of aging.  

3) Reduces Acne: Argan oil is a non-greasy oil which doesn’t clog pores which leads to lesser breakouts. Also, being rich in anti-oxidants and linoleic acid also helps reduces redness and inflammation further reducing scars caused by acne.

4) Prevents and reduces stretch marks: Rich in vitamin A and vitamin E, argan oil helps your skin heal faster. It also increases the elasticity of skin helping in lesser stretch marks during pregnancy and reduce stretch marks post-delivery.

5) Protection against sun damage: Rich in anti-oxidants, argan oil helps reducing sun-damage by reducing damage due to free-radicals caused by harmful UV rays. Also, its anti-inflammatory properties help in soothing the redness post-sun.

6) Great for feet, hand, nails and lips: This one-in-all package oil is your solution to all your skin issues. It can help get softer heels, just apply argan oil on feet regularly and you’ll see the results soon! You can argan oil as hand lotion every night to get softer hands. It can also be as cuticle oil to keep cuticles soft. It also works as a great lip moisturizer.

7) Boon for those tresses: Argan oil is not just great for skin but also a great blessing for your hairs. It can work as a great leave-in conditioner. Just apply one to drops on still wet hairs and all frizz will be tamed right away. It also helps in styling. Just rub couple of drops on your palms and run it through your hairs to evenly apply the oil and then style. This not only makes styling frizzy hairs easier but also reduces damage caused by styling.

Sweet Almond Oil – Only for Hair Care? Let’s know more about Almond Oil Benefits.(น้ำมันอัลมอนด์หวาน)

Sweet Almond Oil – Only for Hair Care? Let’s know more about Almond Oil Benefits:

Sweet Almond oil has been popular from a long time for its extensive use in skin and hair care. Benefits of this amazing oil are innumerable. Sweet almond oil, as the name says, is made of sweet almonds (scientifically called Prunus dulcis).

Almonds are of two types, bitter almonds, and sweet almonds. Bitter almonds taste bitter because of a glycoside called amygdalin which turns into toxic hydrocyanic acid on processing. Sweet almond oil is extracted from sweet almond which is also edible. Sweet almonds are grown almost all over the world now but it comes from Mediterranean and Asian countries. It is loaded with generous amounts of monounsaturated fatty acids, vitamin E, potassium, proteins, zinc, and a number of other vitamins and minerals which make it such a versatile oil especially in skin and hair care.

Sweet almond oil can work wonders for your skin and hairs. In lots of cases it can be more helpful than coconut oil:

  1. Almond oil is a great source of vitamins E, D, B1, B2, B6, and A, which are essential for healthy skin and hair. It is also rich in magnesium, calcium and healthy fats, which are important for skincare and haircare.

2) Being a great source of vitamin E and A makes it an excellent anti-aging agent and it also proves great in reducing dark circles.

The list of benefits for almond oil can be endless but here are some the best benefits and uses of sweet almond oil:

1) Makes skin healthy and glowing: Loaded with vitamin A and E, sweet almond oil makes the skin healthier and glowing by moisturizing it daily and locking the moisture in the skin.

2) Anti-aging: Super rich in vitamin E and antioxidants, sweet almond oil is a proven trick to get rid of wrinkles and fine lines. That’s not it, regular use of sweet almond oil improves moisture and collagen levels in the skin which helps it in retaining the elasticity of skin which results in delaying in occurring of signs of aging.

3) Get rid of stubborn dark circles and tan: If you are trying to get rid of those dark shadows under your eyes, look no further. Almond oil can even help you get rid of crow’s feet (any of the tiny wrinkles at the outer corners of the eyes resulting from age or constant squinting).

4) Natural makeup remover: Yes, no need to spend on those expensive makeup removers off the shelf. A simple bottle of almond oil can help you there as well. Just dab a cotton pad and wipe off all the stubborn makeup. It will not remove makeup but will also leave your skin nourished.

5) Treats skin conditions like eczema, acne: Almond oil is a natural remedy for eczema and psoriasis. almond oil also helps relieve the inflammation, itchiness, and redness of psoriasis or eczema.

6) Deep cleanser: being a light oil, it can easily penetrate the skin and remove dirt collected in skin pores and helps in cleaning skin deeply. It is one of the best oils for oil cleansing routine for your skin.

7) Safe and good for babies: Almond oil is so light that it can also be used on babies. In fact, it is one of the most recommended oils for massage for babies.

8) All-in-one package for hairs too: If you thought almond oil is great only for skin then here’s the surprise for you: it works great for hairs too! It not enhances hair growth but also reduces hair fall, dandruff and split ends. It can also be used as a leave-in conditioner and to tame frizzy hairs.